แต่งหน้าเสริมบุคลิกภาพ

9

            วันนี้ตื่นแต่เช้ามา ตั้งแต่ตีห้า เนื่องจากเป็นวันที่ฉันได้รับนัดจากบริษัทที่ได้ไปสมัครเมื่อเดือนที่ผ่านมา ให้ไปสัมภาษณ์งาน รู้สึกตื่นเต้น นอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตื่นขึ้นมา อาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้าเสร็จ ก็รีบลงมากินข้าวที่คุณแม่ได้เตรียมไว้ให้แต่เช้า เพราะดูท่าทางคุณแม่คงดูออกว่า ลูกสาวตื่นเต้นกับการสัมภาษณ์ครั้งแรก

โบกรถประจำทางรอบหกโมงเช้า ด้วยความกระวนกระวาย เพราะนัดสัมภาษณ์แปดโมงครึ่ง เกรงว่าจะรถติด เพราะบริษัทที่ฉันต้องไปสัมภาษณ์อยู่ไกลจากบ้านเหมือนกัน ประมาณหกสิบกิโลเมตร ขึ้นรถประจำทาง คนก็เยอะมาก ทั้งนักเรียน นักศึกษาเต็มไปหมด นั่งบนรถไป ก็นั่งพูดสคริปต์ที่ท่องมาอย่างเดียว ด้านการแนะนำตัวเอง ข้อมูลบริษัท และความสามารถพิเศษ ท่องไปเพราะกลัวลืมข้อมูลประธานบริษัท และข้อมูลบุคคลเกี่ยวกับฝ่ายที่ฉันได้สมัคร เพราะเห็นเพื่อนๆที่ได้งานแล้ว บอกว่าบริษัทอาจจะถามข้อมูลบริษัทด้วย เพื่อทดสอบการใส่ใจในข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท

และแล้ว เวลากว่าชั่วโมงครึ่งก็ถึงบริษัทซะที หน้าของฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ รีบเข้าห้องหน้ากะว่าจะเอาแป้งพัฟมาซับหน้าซะหน่อย “เฮ้ย! ชุดเครื่องสำอาง ชุดแต่งหน้าฉันไปไหนเนี่ย แย่แล้ว ฉันลืมไว้หน้ากระจก ทำไงดีเนี่ย” ปรากฏว่าด้วยความสะเพร่าของฉันเอง ลืมชุดแต่งหน้าทั้งกระเป๋าเลย ดูนาฬิกาก็เป็นเวลาแปดโมงครึ่งแล้ว “เอาล่ะ ทำไงได้ ไปทั้งอย่างนี้แหละ เขาคงไม่ถือหน้าตาฉันหรอก” ฉันคิดได้อย่างนี้ ก็รีบเปิดประตูห้องน้ำ และเดินยังตึกที่นัดสัมภาษณ์ เมื่อไปถึงก็เห็นผู้สมัครคนอื่น เป็นผู้หญิงสาวสวยหลายคน แต่งหน้า แต่งตัวดีมาก หน้าตาน่ารักกว่าฉันอีก “เฮ้อ ความมั่นใจไปไหนหมดเนี่ย” ฉันคิดในใจ

“คุณ กานดา เชิญค่ะ” ฉันได้ยินเสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ ก็รีบเดินเข้าไปยังห้องที่มีการนัดสัมภาษณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นคณะกรรมการสัมภาษณ์มีจำนวนสามคน เป็นผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงสองคน ฉันทำความเคารพ และนั่งลงเตรียมพร้อมรับการสัมภาษณ์ และฉันก็เริ่มแนะนำตัวเอง ตลอดจนประวัติการศึกษา คณะกรรมการได้ให้บอกเหตุผลที่เลือกมาสมัครยังบริษัท ฉันก็ได้บอกเหตุผลไปตามที่เตรียมไว้อย่างดี เป็นเวลาเกือบสิบห้านาทีเลยทีเดียว ฉันสังเกตเสียงฉันรู้สึกว่า จะสั่น ควบคุมไม่ได้เหมือนกัน คงเป็นเพราะควบคุมความตื่นเต้นไม่ได้นั่นเอง

“เอาล่ะ วันนี้ทางบริษัทเรา คงมีเรื่องซักถามเพียงเท่านี้ก่อนค่ะ ถ้ายังไง รอบหน้าถ้าหนูต้องมาบริษัทอีก หนูทาแป้ง แต่งหน้ามาบ้างนะจ๊ะ” เสียงคณะกรรมการที่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน หนึ่งในคณะกรรมการกล่าวด้วยน้ำเสียง ที่ฉันไม่กล้าจะประเมินว่าท่านคณะกรรมการรู้สึกเช่นไร ฉันเมื่อได้ฟังข้อตำหนิเกี่ยวกับบุคลิกภาพ การแต่งหน้าของฉันแล้ว รู้สึกแย่ อย่างบอกไม่ถูก รีบสวัสดี พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วเดินออกไปหลังจากสัมภาษณ์เสร็จทันที หลังจากนั้นรีบโทรหาเพื่อนสนิทให้มาพบกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำทันที

“ว้าย เกิดอะไรขึ้นนี่ ทำไมหน้าตาเป็นปื้นๆ แบบนี้ ไปทำอะไรมาเนี่ย” เพื่อนฉันกล่าวด้วยเสียงอันดัง เมื่อได้เห็นฉันนั่งรออยู่ที่มุมกาแฟมุมหนึ่ง เสียงอันดังแสบแก้วหูของเพื่อนฉัน ทำให้ฉันอดตกใจ และแปลกใจไม่ได้ “ทำไมล่ะ หน้าตาฉันเป็นอะไร” ฉันถามด้วยความสงสัย

“นี่เธอ ไปดูกระจกบ้างไป แต่งหน้ายังไงเนี่ย หน้าเป็นปื้นๆหมด รองพื้นก็ไม่เข้ากันกับแป้งฝุ่นที่ทาลงไป เฉดสีก็คนละเฉดสีกัน คอนซีลเลอร์ก็สว่างเกินไปยิ่งกว่าผิวจริงๆอีก แทนที่หน้าจะใส กลายเป็นเห็นรอยดำบนใบหน้าชัดเจนเลย สงสัยฉันต้องลากไปเรียนแต่งหน้าแล้วมั้งเนี่ย” เพื่อนฉันพูดไปก็หยิบกระจกส่วนตัวให้ฉันส่องดูหน้าตาตัวเอง

ฉันนั่งพิจารณาดู ก็จริงอย่างที่เพื่อนฉันได้บ่น มิน่าล่ะ ฉันถึงได้รับคำแนะนำเชิงติจากคณะกรรมการ ก็ไม่ได้รู้สึกนึกโกรธเพื่อนที่วิจารณ์การแต่งหน้าของฉัน เพราะเพื่อนคนนี้ปกติเป็นคนพูดตรงๆ เสียงดัง โวยวายอยู่แล้ว หลังจากฟังเพื่อนฉันบ่นซักพัก ฉันก็เริ่มเล่าเรื่องที่ฉันได้รับคำแนะนำเชิงติ จากคณะกรรมการที่ฉันได้ไปสัมภาษณ์

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่าไปคิดมาก การแต่งหน้าน่ะ มันก็มีวิธีของมัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปกับฉัน ฉันจะติดต่อ ช่างแต่งหน้ามือโปรในอำเภอนี้เลย แต่งหน้าทุกรูปแบบเลย น่า!! นะอย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นซิ” เพื่อนฉันพูดปลอบใจฉัน คงเห็นสีหน้าของฉันที่ไม่สู้ดีนัก เพื่อนฉันเสเล่าเรื่องตลกอีกหลายเรื่อง จนทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้

วันนี้ฉันได้รับบทเรียนว่า ก่อนไปสัมภาษณ์ที่ไหนต่อไป ฉันจะใส่ใจบุคลิกภาพของตัวเองให้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะแต่งหน้า ทำผม หรือแต่งตัว ฉันคงต้องปรับปรุงตัวเองในเบื้องต้นให้ดีขึ้นกว่านี้แล้วล่ะสัญญากับตนเองว่า จะเริ่มต้นใส่ใจหาความรู้ด้านบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น จะไม่เป็นยายเพิ้งแบบนี้ในวันสำคัญของฉันแล้วค่ะ

Leave a Reply