9

            วันนี้ตื่นแต่เช้ามา ตั้งแต่ตีห้า เนื่องจากเป็นวันที่ฉันได้รับนัดจากบริษัทที่ได้ไปสมัครเมื่อเดือนที่ผ่านมา ให้ไปสัมภาษณ์งาน รู้สึกตื่นเต้น นอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตื่นขึ้นมา อาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้าเสร็จ ก็รีบลงมากินข้าวที่คุณแม่ได้เตรียมไว้ให้แต่เช้า เพราะดูท่าทางคุณแม่คงดูออกว่า ลูกสาวตื่นเต้นกับการสัมภาษณ์ครั้งแรก

โบกรถประจำทางรอบหกโมงเช้า ด้วยความกระวนกระวาย เพราะนัดสัมภาษณ์แปดโมงครึ่ง เกรงว่าจะรถติด เพราะบริษัทที่ฉันต้องไปสัมภาษณ์อยู่ไกลจากบ้านเหมือนกัน ประมาณหกสิบกิโลเมตร ขึ้นรถประจำทาง คนก็เยอะมาก ทั้งนักเรียน นักศึกษาเต็มไปหมด นั่งบนรถไป ก็นั่งพูดสคริปต์ที่ท่องมาอย่างเดียว ด้านการแนะนำตัวเอง ข้อมูลบริษัท และความสามารถพิเศษ ท่องไปเพราะกลัวลืมข้อมูลประธานบริษัท และข้อมูลบุคคลเกี่ยวกับฝ่ายที่ฉันได้สมัคร เพราะเห็นเพื่อนๆที่ได้งานแล้ว บอกว่าบริษัทอาจจะถามข้อมูลบริษัทด้วย เพื่อทดสอบการใส่ใจในข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท

และแล้ว เวลากว่าชั่วโมงครึ่งก็ถึงบริษัทซะที หน้าของฉันเต็มไปด้วยเหงื่อ รีบเข้าห้องหน้ากะว่าจะเอาแป้งพัฟมาซับหน้าซะหน่อย “เฮ้ย! ชุดเครื่องสำอาง ชุดแต่งหน้าฉันไปไหนเนี่ย แย่แล้ว ฉันลืมไว้หน้ากระจก ทำไงดีเนี่ย” ปรากฏว่าด้วยความสะเพร่าของฉันเอง ลืมชุดแต่งหน้าทั้งกระเป๋าเลย ดูนาฬิกาก็เป็นเวลาแปดโมงครึ่งแล้ว “เอาล่ะ ทำไงได้ ไปทั้งอย่างนี้แหละ เขาคงไม่ถือหน้าตาฉันหรอก” ฉันคิดได้อย่างนี้ ก็รีบเปิดประตูห้องน้ำ และเดินยังตึกที่นัดสัมภาษณ์ เมื่อไปถึงก็เห็นผู้สมัครคนอื่น เป็นผู้หญิงสาวสวยหลายคน แต่งหน้า แต่งตัวดีมาก หน้าตาน่ารักกว่าฉันอีก “เฮ้อ ความมั่นใจไปไหนหมดเนี่ย” ฉันคิดในใจ

“คุณ กานดา เชิญค่ะ” ฉันได้ยินเสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ ก็รีบเดินเข้าไปยังห้องที่มีการนัดสัมภาษณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นคณะกรรมการสัมภาษณ์มีจำนวนสามคน เป็นผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงสองคน ฉันทำความเคารพ และนั่งลงเตรียมพร้อมรับการสัมภาษณ์ และฉันก็เริ่มแนะนำตัวเอง ตลอดจนประวัติการศึกษา คณะกรรมการได้ให้บอกเหตุผลที่เลือกมาสมัครยังบริษัท ฉันก็ได้บอกเหตุผลไปตามที่เตรียมไว้อย่างดี เป็นเวลาเกือบสิบห้านาทีเลยทีเดียว ฉันสังเกตเสียงฉันรู้สึกว่า จะสั่น ควบคุมไม่ได้เหมือนกัน คงเป็นเพราะควบคุมความตื่นเต้นไม่ได้นั่นเอง

“เอาล่ะ วันนี้ทางบริษัทเรา คงมีเรื่องซักถามเพียงเท่านี้ก่อนค่ะ ถ้ายังไง รอบหน้าถ้าหนูต้องมาบริษัทอีก หนูทาแป้ง แต่งหน้ามาบ้างนะจ๊ะ” เสียงคณะกรรมการที่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน หนึ่งในคณะกรรมการกล่าวด้วยน้ำเสียง ที่ฉันไม่กล้าจะประเมินว่าท่านคณะกรรมการรู้สึกเช่นไร ฉันเมื่อได้ฟังข้อตำหนิเกี่ยวกับบุคลิกภาพ การแต่งหน้าของฉันแล้ว รู้สึกแย่ อย่างบอกไม่ถูก รีบสวัสดี พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วเดินออกไปหลังจากสัมภาษณ์เสร็จทันที หลังจากนั้นรีบโทรหาเพื่อนสนิทให้มาพบกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำทันที

“ว้าย เกิดอะไรขึ้นนี่ ทำไมหน้าตาเป็นปื้นๆ แบบนี้ ไปทำอะไรมาเนี่ย” เพื่อนฉันกล่าวด้วยเสียงอันดัง เมื่อได้เห็นฉันนั่งรออยู่ที่มุมกาแฟมุมหนึ่ง เสียงอันดังแสบแก้วหูของเพื่อนฉัน ทำให้ฉันอดตกใจ และแปลกใจไม่ได้ “ทำไมล่ะ หน้าตาฉันเป็นอะไร” ฉันถามด้วยความสงสัย

“นี่เธอ ไปดูกระจกบ้างไป แต่งหน้ายังไงเนี่ย หน้าเป็นปื้นๆหมด รองพื้นก็ไม่เข้ากันกับแป้งฝุ่นที่ทาลงไป เฉดสีก็คนละเฉดสีกัน คอนซีลเลอร์ก็สว่างเกินไปยิ่งกว่าผิวจริงๆอีก แทนที่หน้าจะใส กลายเป็นเห็นรอยดำบนใบหน้าชัดเจนเลย สงสัยฉันต้องลากไปเรียนแต่งหน้าแล้วมั้งเนี่ย” เพื่อนฉันพูดไปก็หยิบกระจกส่วนตัวให้ฉันส่องดูหน้าตาตัวเอง

ฉันนั่งพิจารณาดู ก็จริงอย่างที่เพื่อนฉันได้บ่น มิน่าล่ะ ฉันถึงได้รับคำแนะนำเชิงติจากคณะกรรมการ ก็ไม่ได้รู้สึกนึกโกรธเพื่อนที่วิจารณ์การแต่งหน้าของฉัน เพราะเพื่อนคนนี้ปกติเป็นคนพูดตรงๆ เสียงดัง โวยวายอยู่แล้ว หลังจากฟังเพื่อนฉันบ่นซักพัก ฉันก็เริ่มเล่าเรื่องที่ฉันได้รับคำแนะนำเชิงติ จากคณะกรรมการที่ฉันได้ไปสัมภาษณ์

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่าไปคิดมาก การแต่งหน้าน่ะ มันก็มีวิธีของมัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปกับฉัน ฉันจะติดต่อ ช่างแต่งหน้ามือโปรในอำเภอนี้เลย แต่งหน้าทุกรูปแบบเลย น่า!! นะอย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นซิ” เพื่อนฉันพูดปลอบใจฉัน คงเห็นสีหน้าของฉันที่ไม่สู้ดีนัก เพื่อนฉันเสเล่าเรื่องตลกอีกหลายเรื่อง จนทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้

วันนี้ฉันได้รับบทเรียนว่า ก่อนไปสัมภาษณ์ที่ไหนต่อไป ฉันจะใส่ใจบุคลิกภาพของตัวเองให้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะแต่งหน้า ทำผม หรือแต่งตัว ฉันคงต้องปรับปรุงตัวเองในเบื้องต้นให้ดีขึ้นกว่านี้แล้วล่ะสัญญากับตนเองว่า จะเริ่มต้นใส่ใจหาความรู้ด้านบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น จะไม่เป็นยายเพิ้งแบบนี้ในวันสำคัญของฉันแล้วค่ะ

8

            ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า ช่วงสัปดาห์ทีผ่านมา แทนที่จะทำการสำรวจหาข้อมูลการทำงาน ฉันกลับมีภารกิจเพิ่มเติมในการหาข้อมูลการแต่งหน้า ให้กับน้องสาววัยรุ่นของฉัน ในการหัดแต่งหน้า เป็นวัยรุ่นมือใหม่ ซึ่งฉันเองก็เพิ่งได้ข่าวว่าน้องสาวฉันไปฝึกแต่งหน้ากับรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยที่เปิดอบรมเรื่อง เทคนิคการแต่งหน้าเพื่อใช้ในการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ฟังจะเป็นนักศึกษาที่ใกล้จะจบ แต่น้องสาวฉันอยู่ปีหนึ่ง กลับไปสมัครเข้าอบรมพร้อมรุ่นพี่ นั่นคือที่มา ให้วันนี้ในห้องเล็กๆส่วนตัวของน้องสาวฉัน ได้คะยั้นคะยอให้ฉันมานั่งรอฟังการบรรยายพิเศษจากวิทยากรมือใหม่ ที่ใจร้อนอยากจะบอกกล่าวความรู้หลังจากที่ได้เข้าอบรมหลังจากนั้น และบอกว่าจะมาบอกขั้นตอนการแต่งหน้าในสไตล์ง่ายๆ สิบห้านาทีเท่านั้น วันนี้กลับกลายเป็นน้องสอนพี่แต่งหน้าค่ะ ซึ่งน้องสาวบอกว่าการอบรมในครั้งนี้ทำให้ได้ลองสาธิตปฏิบัติจริงด้วยค่ะ

เริ่มเลย!! อย่างแรก น้องบอกว่าใช้ครีมกันแดดรองพื้นก่อน แล้วจึงทามอยเจอไรเซอร์ให้ทั่วใบหน้า หลังจากนั้นขั้นตอนที่สอง เริ่มการเลือกสีบลัชออน แนวสีชมพูใสๆ ก็สวย อาจเลือกใช้
บลัชออนแบบเนื้อครีมจะติดทนนานกว่าแบบฝุ่น ทาที่โหนกแก้มเฉียงขึ้นไปใต้ตา เพราะบลัชออนนั้นควรทาก่อนลงแป้ง จะดีกว่า ทาหลังทาแป้ง เพราะจะได้ติดทนนาน

หลังจากนั้นจึงค่อยลงแป้งฝุ่น ด้วยแป้งพัพ พยายามตบแป้งให้ทั่วใบหน้า ไม่ควรลากแป้งพัพไปทั่วใบหน้า เพราะอาจจะเกิดคราบได้ อาจใช้แปรงใหญ่ๆปัดทั่วใบหน้า หลังจากนั้นจึงเริ่มเขียนคือ บางคนถ้าอยากได้ทรงคิ้วใหม่ก็สามารถกันคิ้ว ให้ได้รูปได้ กรณีจะวาดรูปเขียนคิ้วใหม่ค่ะ มีอุปกรณ์คือแปรงเขียนคิ้ว หรือใช้ดินสอเขียนคิ้ว ก็ตามแต่สะดวก  ใช้มาสคาร่าแปรงคิ้วให้เป็นระเบียบ ปรับสีคิ้วให้ดูเป็นธรรมชาติไม่หนาเกินไปหรืออ่อนเกินไปค่ะ การแต่งหน้าบริเวณคิ้ว ควรใช้สีคิ้วให้เข้ากับสีผมจะดีมาก ถ้าผมสีดำ คิ้วเราอาจเลือกใช้สีน้ำตาลเข้มก็ได้ค่ะ

หลังจากนั้นได้เวลาแต่งตาให้สวยงาม โดยใช้อายแชโดว์ทาที่เปลือกตาให้ทั่วเปลือกตาควรใช้สีอ่อนก่อนหนึ่งสี หลังจากนั้นเลือกใช้สีอายแชโดว์อีกหนึ่งเฉดสีด้านในรอยพับตา และเฉดสีต่อไปที่รอยพับตรงหางตา น้องสาวบอกว่าตรงเปลือกตานี้ ความจริงแล้วอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนเลยค่ะ แต่สำหรับวัยใสๆ ควรเน้นความมีสีสัน สดใส ไม่เข้มมากจนเกินไปค่ะ บางคนอาจต่อด้วยการเขียนอายไลเนอร์ที่ขอบตา เพื่อให้ตาดูคม ก็แล้วแต่รูปแบบการแต่งหน้าของแต่ละคนได้เลย ตบท้ายอย่าลืมกับมาสคาร่า อ้อ อย่าลืมดัดขนตาก่อนสักสามครั้ง ท่องไว้ว่า ต้น กลาง ปลายค่ะ คือดัดขนตาตอนต้น ดัดอีกครั้งตรงกลาง และครั้งที่สามตรงปลายเปลือกตา แล้วจึงใช้มาสคาร่าปัดขนตาให้ดูดวงตาเป็นมิติได้เลย

ขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งหน้าคือ การทาปากด้วยลิปสติก แนะนำให้ใช้พร้อมกับลิปกลอส คือทาสีที่ชอบก่อน ชมพู ส้มพีทนิดๆก็สวย ตามด้วยลิปกลอส เพื่อเพิ่มความมันวาว ติดทนขึ้นค่ะ

“เป็นอันเสร็จขั้นตอนนะคะพี่ นี่เป็นการแต่งหน้าแบบง่ายๆสิบห้านาทีเองนะคะ”  น้องสาวฉันบอกกล่าวไป ก็ยิ้มไปด้วยความภูมิใจที่วันนี้ได้เป็นวิทยากรแต่งหน้า ฉันดูท่าทางแล้วก็อดขำกับท่าทางความมั่นใจ ประมาณวิทยากรมือหนึ่งไม่ได้ค่ะ ก็ชื่นชมกับความตั้งใจในคอร์สสอนแต่งหน้าครั้งนี้ค่ะ สอนฟรีไม่มีเสียตังค์นะคะนี่

7

“พี่คะ แล้วหนูจะต้องเตรียมอุปกรณ์แต่งหน้าอะไรบ้างคะ หนูซื้อมาไม่ทราบว่าถูกต้องหรือยัง” คำถามของน้องสาวฉันเกิดขึ้นทันที หลังจากที่ฉันได้อธิบายหลักการ วิธีการแต่งหน้าวัยรุ่นที่ถูกต้อง ฉันจึงต้องถามกลับไปว่า “แล้วน้อง ซื้ออะไรบ้าง พาพี่ไปดูซิ” แค่เปิดทางเท่านั้นแหละ น้องสาวของฉันรีบจูงมือฉันไปทันที คงอยากจะทราบว่า ได้ซื้ออุปกรณ์แต่งหน้าถูกต้อง นำไปใช้งานได้จริงหรือเปล่า

ฉันเดินตามขึ้นไปดู เห็นถุงใหญ่ พอเปิดดูข้างใน มีอุปกรณ์แต่งหน้าเต็มไปหมด ฉันจึงถามน้องสาวฉันไปว่ารู้หรือไม่ว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างนี้ใช้ทำอะไรบ้าง น้องสาวฉันส่ายหน้า แบบว่าเธอซื้อตามเพื่อนอย่างเดียว ไม่รู้ว่าต้องใช้อะไร ทำอะไรบ้าง

ฉันจึงเริ่มต้นอธิบาย ตั้งแต่พัฟที่ไว้ตบแป้งบนใบหน้า บอกไปว่าใช้แต้มแป้งฝุ่นมากดซับบนใบหน้า ให้หน้าดูเนียน ใสด้วยแป้งฝุ่น  ตามมาด้วยฟองน้ำ ที่ใช้เกลี่ยรองพื้น โดยบอกข้อควรใช้ว่า หากต้องการลงรองพื้นปกปิดบนใบหน้าอย่างหนาให้ใช้นิ้วมือในการเกลี่ย หากต้องการลงรองพื้นเบาบาง ให้ใช้ฟองน้ำเกลี่ย

พู่กัน อายไลเนอร์ เป็นพู่กันขนาดเล็กที่ใช้ในการลงอายไลเนอร์ทั้งขอบตาบนและขอบตาล่าง ตามด้วยที่ดัดขนตา สามารถใช้ดัดตั้งแต่โคนขนตา กึ่งกลางขนตา และที่ปลายขนตา ทำให้ดวงตาดูมีขนตางอน ดูโดดเด่น

6

วันนี้มีเรื่องราวดีดีมาบอกเล่าเกี่ยวกับการเป็นแขกรับเชิญในงานแต่งงานงานหนึ่งค่ะ ขอบอกว่า เจ้าสาวสวยมากกกก!! แต่งหน้าดูดี ดูสวยอย่างกับเจ้าหญิงเลยทีเดียว แทบจะจำไม่ได้ ปกติแล้วฉันจะสนิทกับพี่เจ้าบ่าวมากกว่า เพราะเป็นพี่ที่ทำงานด้วยกัน แต่เคยเห็นแฟนของพี่เขาแค่ครั้งเดียว ก็สวยธรรมชาติดี แต่ไม่เคยเห็นภาพแฟนพี่เขาตอนแต่งหน้า เพราะเท่าที่สังเกต พี่เจ้าบ่าวเล่าให้ฟังว่าแฟนเขาไม่ค่อยชอบแต่งตัว และไม่ค่อยชอบแต่งหน้าทาปาก เป็นเพื่อนกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หากจะไปเที่ยวก็ชอบพากันไปทะเล น้ำตก ซะส่วนใหญ่ แฟนพี่เขาแต่งหน้ามากที่สุด ก็ทาแป้งกับลิปมันเท่านั้นเอง

ในงานแต่งงานวันนี้ ฉันได้มีโอกาสไปก่อน และได้ไปเยี่ยมห้องแต่งตัวของเจ้าสาวด้วย เพราะทนแรงคะยั้นคะยอจากพี่เจ้าบ่าวไม่ได้ ว่าให้ไปช่วยดูแลพี่เจ้าสาวหน่อย พอได้เข้าไปในห้อง ตอนนั้นมีช่างแต่งหน้า และช่างทำผม ราวๆสามคน แฟนพี่เขาก็น่ารัก ยิ้มแย้ม ให้ฉันเข้าไปช่วยดูเรื่องการแต่งตัว ฉันเลยได้มีโอกาสเห็นขั้นตอนการแต่งหน้าทำผม ทั้งหมด เท่าที่สังเกตมีการปรับสภาพผิวโดยการผสมรองพื้น โดยพี่ช่างแต่งหน้า ดูหน้าเจ้าสาวอย่างวิเคราะห์ แล้วเลือกผสมรองพื้นเป็นสัดส่วน ก็ดูแปลกดี ปกติฉันทาครีมรองพื้นทีเดียว หนาๆ มิน่าล่ะ ฉันถึงแต่งหน้าไม่เนียนซะที

ระหว่างแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าได้เลือกอุปกรณ์เพื่อใช้เครื่องสำอางปรับแก้ไขรูปหน้า เพราะพี่เขาจมูกไม่ค่อยโด่ง มีการทำเฉดดิ้งบริเวณข้างสันจมูก  ตั้งแต่หัวคิ้วจนถึงปลายจมูก และลงไฮไลท์บริเวณสันจมูก เพิ่มความโด่ง แต่งหน้าจนพี่เขามีรูปหน้าที่เรียว จากหน้ากลม กลายเป็นหน้าเรียว หลังจากนั้นก็แต่งบริเวณดวงตา ให้ดูกลมโต ทาอายแชโดว์โทนส้ม น้ำตาลมีการแต่งที่ส่วนขอบตานานเกือบชั่วโมงเลยทั้งใส่ขนตาปลอมทาอายไลเนอร์ เขียนขอบตาล่าง ดัดขนตา ทามาสคาร่า ดูหน้าเปลี่ยนเลยทีเดียว ลำดับถัดไปมีการกันคิ้ว และเขียนคิ้วด้วยสีน้ำตาล ได้รูปสวย  มีการทาบลัชออนสีน้ำตาล ดูเจ้าสาวหน้าเรียวเล็กผอม ตบท้ายด้วยการทาปากด้วยลิปสติกสีชมพูอมส้ม  สวยงาม ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็แต่งหน้าเสร็จเรียบร้อย

การที่ฉันได้เข้าไปดูการแต่งหน้าเจ้าสาวในวันนี้ ฉันนึกถึงบรรยากาศแต่งหน้ารับปริญญา ในสมัยที่ฉันต้องแต่งหน้าเข้มแบบนี้เหมือนกัน แต่มันดูแตกต่าง ฉันมีความรู้สึกว่า เจ้าสาววันนี้ ดูสวยแปลกตา เปลี่ยนเป็นคนละคน ช่างแต่งหน้า ก็ดูชำนาญ ชุดเครื่องแต่งหน้าจัดเต็มมาก คือเป็นกล่องสีดำใหญ่ๆ มีอุปกรณ์แต่งหน้าข้างในครบครัน ที่ปัดแก้มอย่างเดียวมีครบทุกขนาด ยังไม่นับครีมอื่นๆ เยอะแยะไปหมด ฉันอดจะขอเบอร์โทรพี่ช่างแต่งหน้าไม่ได้ เพราะดูท่าแล้วถ้ามีโอกาสเป็นเจ้าสาว คงได้ใช้บริการช่างแต่งหน้ามือโปรคนนี้บ้างแล้วล่ะค่ะ

5

            หลังจากที่ได้ค้นคว้าหาเอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งหน้าสำหรับวัยรุ่นแล้ว ก็ได้เวลาบันทึกเป็นเคล็ดลับให้กับน้องสาววัยใสที่กำลังใส่ใจกับการแต่งหน้าเหลือเกิน พี่สาวอย่างฉันจึง รวบรวมเคล็ดลับการแต่งหน้าและสิ่งที่ควรใส่ใจดูแลตนเองเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น หลังจากรวบรวมครบถ้วนกระบวนความแล้ว ก็ได้ข้อสรุปดังนี้ค่ะ

ข้อที่หนึ่ง สาวๆวัยใสไม่ควรใช้รองพื้น อันนี้ตอนแต่งหน้าถ้าเกิดวัยทำงานอย่างฉัน คงขาดไม่ได้เลยทีเดียว เพราะว่าเวลาไปงานเลี้ยงต่างๆ วัยทำงานอย่างฉันต้องพึ่งพาครีมรองพื้นเพื่อกลบเกลื่อนรูขุมขนที่กว้างออกไปตามอายุ (ประมาณว่า อายุเพิ่มขึ้นตามวัย) แต่วัยรุ่น ตอนเริ่มต้นแต่งหน้าไม่ควรใช้ครีมรองพื้น ควรใช้แค่มอยซ์เจอไรเซอร์ หากมีสิวใช้คอนซีลเลอร์แต้มลงไปเบาๆ นิดหน่อย ตามด้วยแป้งฝุ่นก็พอแล้ว

ข้อที่สอง การใช้เครื่องสำอางเวลาแต่งหน้า ควรจัดจุดเด่น เพียงจุดเดียว เช่น หากจะเน้นทาอายแชโดว์ก็ให้ใช้ลิปสติกสีชมพูอ่อน แต่หากจะทาลิปสติกให้มีสีสัน ก็ปัดแก้มนิดหน่อย และทาอายแชโดว์สีสว่างๆบางๆที่เปลือกตาม ก็เพียงพอแล้ว

ข้อที่สาม เลือกใช้ลิปสติกแบบลิปกลอสหรือลิปมัน ดีกว่าลิปสี เพราะจะทำให้ริมฝีปากวัยใส ดูชุ่มชื้น ใสๆเป็นธรรมชาติมากกว่า ลิปสีแจ๊ดๆค่ะ

ข้อที่สี่ การดูแลรักษาผิวหน้าในบรรยากาศอาการร้อนระอุอย่างนี้ อย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดด มีคุณสมบัติในการดูดซับแสง เมื่อทาผิวแล้วจะซึมลงไปสู่ผิว ทำให้ผิวทนต่อแสงแดดได้ดีมากขึ้น หลักการง่ายๆ หากถามว่าครีมกันแดดใด  ดีที่สุด ตอบได้ทันทีว่า ครีมกันแดดที่ดีที่สุดคือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสงยูวีได้เพียงพอ

ข้อที่ห้า หากมีปัญหาเรื่องสิว ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนัง อย่าใช้ครีมตามเพื่อนบอก เพราะผิวแต่ละคนมีสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้น หากดูแลรักษา ใช้ยาตามโฆษณา ใช้โดยไม่มีการปรึกษาแพทย์ อาจจะต้องเกิดผลข้างเคียงต่อผิวหน้า บางรายเกิดสิวเห่อมากกว่าเดิม เป็นรอยแดง ทีนี้จะแต่งหน้าอย่างไร ก็อาจไม่สามารถกลบสิวที่เห่อเพิ่มขึ้นจากผลข้างเคียงให้เรียบเนียนอย่างวัยใสได้แล้วล่ะ

ข้อที่หก ใส่ใจเรื่องเล็บมือเล็บเท้า วัยรุ่นวัยใสนอกจากดูแลเรื่องการแต่งหน้าแล้ว เล็บมือ เล็บเท้าเราควรจะดูแลใส่ใจให้สะอาด ไม่ปล่อยให้ยาวเกินไป ควรสำรวจตัวเองสม่ำเสมอ

ข้อที่เจ็ด ไม่ควรเขียนขอบตาเข้มเกินไป เพราะจะทำให้ดูเป็นวัยสาวที่มีอายุเกินวัย หากจะเขียนขอบตาจริงๆ ควรพึงระวังให้พยายามเขียนให้เบาที่สุด

ข้อที่แปด ใส่ใจอาหารการกิน วัยรุ่นอย่ามัวแต่ลดอาหารจนหน้าซูบซีด ไม่สดใส ควรใส่ใจรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ผักผลไม้ วิตามินให้เพียงพอ เพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต มีผิวพรรณ สดใส ผิวหน้าดี ใสอย่างธรรมชาติ

ฉันรวบรวมเคล็ดลับการใส่ใจใบหน้า ทั้งเรื่องการแต่งหน้า กับการใส่ใจดูแลตนเองของวัยรุ่น เท่านี้ฉันคิดว่า น้องสาวฉันจะร้อง โอ้โห ! ไหมนี่ เพราะสัปดาห์ก่อนน้องสาวเพิ่งไปกว้านซื้อเครื่องสำอางไว้สำหรับแต่งหน้าอย่างกับจะแต่งหน้าเจ้าสาว เลยทีเดียว จนฉันต้องรีบปราม และกว่าจะอธิบายให้เข้าใจสำหรับการแต่งหน้าสำหรับวัยใส วัยรุ่น ก็อธิบายจนเสียงแหบ เสียงแห้งเลยทีเดียว ตอนนี้ก็เลยทำบันทึกสรุปให้เลย จะได้ใส่ใจตนเองให้เหมาะกับวัยอย่างถูกต้องซะที